[COD Fanfic] 30 Years

posted on 22 May 2013 01:54 by darkmegido in Fanfic directory Fiction
 
 
Title : 30 Years
 
Pairing : Alex Mason / Frank Woods (COD : Black Ops 2)
 
Rate : PG
 
Warning : Ending Spoiler Alert / elder couple
 
 
----------------------------------------------------



“อย่าเข้ามา”


ชายชราเอ่ยขรมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า กระนั้นแขนทั้งสองซึ่งอุดมด้วยรอยสักที่เลือนลางตามกาลเวลายังคงผลักล้อรถวีลแชร์ที่ตนนั่งอยู่พาร่างสูบผอมเคลื่อนที่ไป วู้ดส์แสดงอาการบูดบึ้งผ่านสีหน้าแห้งแล้งขณะพยายามตรงดิ่งไปยังประตูห้อง


“สาบานกับพระเจ้าเลย ฉันจะผลักไอ้รถเข็นโง่ๆใส่--”

“ก้นฉัน?”

มือที่สะเปะสะปะอยู่บนเส้นยางสีดำหยุดลง ดวงตาสีฟ้าที่เริ่มขุ่นมัวลงตามสังขารจ้องมองชายแปลกหน้าที่ปรากฎตัวด้วยสายตาตะลึงงัน


“ไงวู้ดส์....นายยังดูเป็นไอ้ขี้เมา เหมือนเดิม” น้ำเสียงอีกฝ่ายเริ่มอิดโรยด้วยสังขาร แต่เป็นน้ำเสียงที่เขาไม่มีวันลืม

อเล็กซ์ เมสัน ……ในสภาพแก่ชราไม่ต่างจากเขา


หากแต่อีกฝ่ายยังคงสามารถเดินเหินเข้ามา และรุกคืบพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ วู้ดส์ยังคงหยุดนิ่งขณะเบิกตาโพล่ง เขาชักล้อวีลแชร์ถอยกลับด้วยทีท่าตระหนกก่อนยกมือสูบขึ้นชี้ปลายนิ้วแทนคำสั่ง


“แก....หยุดอยู่ตรงนั้น” ชายผู้บุกรุกชะงักเล็กน้อยก่อนหยุดฝีเท้าของตน ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำระยะห่างระหว่างทั้งคู่ กระทั่งที่วู้ดส์สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงและความกล้าเข็นร่างตัวเองกลับไปใกล้อีกฝ่าย มือซ้ายตบเข้าที่หน้าท้องชายเฒ่าอีกคน ราวกับต้องการให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายมีตัวตนจริงๆ


ฝ่ามือเขาสัมผัสเนื้อหนังของอีกฝ่ายชัดเจน ยืนยันการมีชีวิตอยู่


ความตกตะลึงยิ่งปรากฎในแก้วตาฝ้าฟางมากขึ้น ชายพิการรีบพาตนเขยิบหนีจากอีกฝ่ายที่พยายามยืนทรงตัวหลังได้รับแรงผลัก


“เมสัน ฉัน.....ฉันยิงแกไปแล้ว”


“แปลว่าฝีมือยิงห่วยน่าดู”


ผู้มาเยือนก้าวตามเข้ามา และเบนออกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวข้างๆ สายตามองตามชายบนรถเข็นที่เริ่มขยับกลับเข้ามาใกล้ตนเองหลังจากเว้นระยะออกห่างไปได้สักพัก


“ให้ตายเถอะ....แกหายหัวไปไหนสามสิบกว่าปี?”


ทั้งคู่สบตาอย่างเงียบงัน ก่อนที่เมสันจะเริ่มปริปากออกมา



--------------------------------------------------



“เดวิด เมสัน ขอเข้าเยี่ยมสิบเอกวู้ดส์”


ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับการ์ดผู้ถือปืนเฝ้าด้านหน้าประตูออโต้ล็อคที่มีเครื่องอ่านโค้ดติดอยู่ แสดงความแน่นหนาของระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านพักทหารผ่านศึกแห่งนี้


และนี่เป็นอีกครั้งที่เขามาเยี่ยม แฟรงค์ วู้ดส์ พ่อบุญธรรมของตน


“เมสันอีกคนงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของผู้รักษาการแฝงด้วยความสงสัย เดวิดเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบที่ได้รับ เขาจ้องมองบานประตูตรงหน้าสลับกับการ์ดขณะทีท่าลนลานเริ่มแสดงออกมา


“แย่ล่ะ ไปเปิดระบบรักษาความปลอดภัย เร็วเข้า!” นาวาตรีเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงร้อนรนก่อนจะชักปืนออกมาจากกระเป๋า เขารีบจัดการกับประตูที่ขวางอยู่เบื้องหน้าขณะผู้ที่ได้รับคำสั่งออกวิ่งไป


เมื่อล็อกถูกเปิดออก รองเท้าหนังส้นหนายันกระแทกเข้ากับบานประตูจนเหวี่ยงเปิดทันที เดวิดก้าวเข้ามาในห้องพร้อมยกปืนขึ้นเล็งพลางสาดสายตาระแวดระวังใบหน้าคร้ามขรึม

“เฮ้ เจ้าหนู เข้ามาสิ” ใบหน้าคร้ามขรึมอ่อนลงในทันทีที่ได้เห็นร่างชายชราคุ้นตาเอ่ยทักด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆก่อนลดปืนลงขยับยุกยิกเพื่อเก็บเข้าซองที่อยู่ด้านหลัง น้ำเสียงเอ่ยออกมาอย่างโล่งอก

“พระเจ้า แฟรงค์....รู้รึเปล่าว่าผมเพิ่งบอกให้การ์ดไปเปิดสัญญาณเตือนน่ะ”


“ช่างมันเหอะน่า มานี่มา ฉันจะแนะนำให้แกรู้จักกับใครซักคน” เมื่อได้ยินคำพูดของวู้ดส์ เขาถึงได้สังเกตว่ามีแขกอีกคนอยู่ในห้องเช่นเดียวกัน


“อัล นี่เดฟ” ชายบนวีลแชร์หมุนล้อพาตัวเองขยับเข้ามาก่อนผายมือไปเดวิด ซึ่งส่งรอยยิ้มและเอ่ยทักทายเล็กน้อยอย่างเป็นมิตร ขณะวู้ดส์ยังคงพูดต่อไป “ส่วนเดฟ....”


“นี่ คือพ่อของแก” นิ้วปูดโปนเบนชี้ไปยังร่างที่เขาไม่คุ้นตา รอยยิ้มของวู้ดส์นั้นขัดแย้งกับสีหน้างุนงงของเดวิดเมื่อสบตากับชายแก่คนนั้นที่เงยหน้ามองตอบโต้


เดวิดกระพริบตาอีกครั้งขณะจ้องมองอีกฝ่ายที่ค่อยๆขยับลุกอย่างเชื่องช้า


“.....พ่อ?” น้ำเสียงเคร่งขรึมเบาลง เขาหันสลับมองเฒ่าชราทั้งสองอย่างสับสน


เขาถลึงตามองชายผู้นั้น และเมื่อมองลึกลงไป จึงเห็นได้ชัดถึงดวงตาของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า


ดวงตาที่เขาได้รับมา


“นี่มันบ้าอะไร....?” ประโยคต่อมายิ่งแผ่วเบาลงอีก เมื่อเห็นชายที่วู้ดส์กล่าวอ้างว่าเป็นพ่อของตนเองแย้มยิ้มออกมาบ้าง


“โอ๊ย พวกแกทั้งคู่นี่ทำตัวตุ้งติ้งกันเป็นผู้หญิง จัดการกันเองแล้วกัน ว่าจะออกไปสูบซักหน่อย” วู้ดส์โพล่งขึ้นมาเมื่อเห็นทั้งคู่ไม่เอ่ยปากอะไรต่อกัน ก่อนเข็นรถพาตัวเองแทรกช่องว่างระหว่างจุดที่อเล็กซ์และเดวิดยืนอยู่โดยไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น เสียงโหวกเหวกเบาลงเรื่อยๆเมื่อชายชราเคลื่อนตัวผ่านประตูไปแล้ว “เฮ้ย นางพยาบาล บุหรี่ฉันอยู่ไหนวะ”


“ยังมีแผลนั่นอยู่เหรอ?” หลังจากที่วู้ดส์ออกไปไม่นาน เมสันผู้พ่อจึงเอ่ยถามขึ้น ดวงตาเข้มเปรยลงมองรอยแผลเป็นที่ปรากฏอยู่บนหลังมือลูกชายตน


แผลที่ได้รับจากการตกต้นไม้ในวัยเด็ก ตอนที่เดวิดพยายามปีนขึ้นไปหาพ่อของเขาและทรงตัวอยู่บนนั้นทั้งที่ตนเองกลัวความสูง


“วันนั้นแกทำให้ฉันภูมิใจมาก เดวิด”


“แต่....แต่ผมร่วงตกลงมา”


“ใช่....แล้วแกก็ลุกขึ้นมา”


--------------------------------------------------



“ถ้าฉันเป็นไอ้หนู ฉันคงไม่ยกโทษให้แกแน่”


เดวิดกลับไปแล้ว เหลือเพียงอเล็กซ์ซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังในห้อง เขาหันมองวู้ดส์ที่ผลักรถเข็นกลับเข้ามาในห้องพักพร้อมบุหรี่ในมือ หลังจากเจ้าตัวปล่อยให้พ่อลูกคุยปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย


“ฉันไม่ได้หวังให้เดวิดยกโทษให้”


“ฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องหายหัวไปตั้งสามสิบปี” วู้ดส์บนรถเข็นยักไหล่พลางเคาะเถ้าบุหรี่ที่คีบอยู่ออกและสูบควันเข้าไป


“เรื่องของพ่อลูก....”


“เฮอะ แล้วตอนนี้คืออะไร เรื่องของแกกับฉัน?” ไอควันขาวกระทบเข้ากับใบหน้าชายชราที่นั่งอยู่ตรงข้ามจังๆ อเล็กซ์เบือนหน้าหนีพลางยกมือปัดควันบุหรี่ออกจากหน้า ก่อนหันมาพบใบหน้าของเพื่อนสนิทยังคงยียวนไม่หายแม้ในยามแก่เฒ่า


“ฉันยังไม่ได้เคลียร์เรื่องที่นายยิงฉัน....”


“ฉันยิงขาแก แต่แกดูสิว่าใครพิการ?” วู้ดส์อัดควันเข้าปอดอีกเฮือกใหญ่ก่อนผ่อนออกมาช้าๆผ่านริมฝีปากแห้งผาก ดวงตาของชายแก่ปราดชำเลืองส่อแววคาดโทษ “ฉันควรจะซัดแกให้คว่ำด้วยซ้ำที่ไม่ตื่นมาช่วยจนฉันโดนไอ้เมเนนเดซนั่นเล่นซะเละเทะ”


“ถือว่าเจ๊ากันไปกับตอนที่ฉันไปช่วยนายจากตู้คอนเทนเนอร์แล้วกัน วู้ดส์”


“อะไรวะ! มันเจ๊ากันได้ที่ไหน!”


“เรื่องมันผ่านมาสามสิบปีแล้ว จะเอาอะไรมากมาย”


“แล้วไหนที่ฉันต้องดูแลลูกแกอีก ลูกก็ไม่มี เมียก็ไม่มี สาวๆข้างนอกก็เข้าใจว่าฉันมีลูกติด ให้ตายเหอะ นี่มันความผิดแกชัดๆ เมสัน!” อย่างไรเสียวู้ดส์เองก็อดที่จะเขม่นออกมาไม่ได้ แม้อีกฝ่ายจะดูไม่มีทีท่าสนใจกับความยากลำบากในอดีตของเขานัก


“ก็ได้ ขอโทษ....” ฝ่ายถูกปรามาสถอนหายใจออกมาช้าเนิบก่อนเอ่ยในที่สุด เขาหันมองร่างบนวีลแชร์อีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าเสียงด่าทอเงียบหายไป


“......เออ มันผ่านมาสามสิบปีแล้วอย่างที่แกว่า ช่างมันเถอะ”


วู้ดส์ขยี้บุหรี่ดับไปด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาสบถเบาๆเมื่อไม่สามารถควบคุมสังขารแก่ชราได้ดั่งใจเช่นในอดีต ร่างอ่อนเปลี้ยทิ้งลงเอนพิงพนักรถเข็นอีกครั้ง ขณะแขกผู้มาเยือนอีกคนก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ต่างกัน


ทั้งคู่สูดลมหายใจเข้าออกช้า นิ่งสงบในความเงียบ หากแต่ไร้บรรยากาศกดดัน


ดังที่เคยทำในอดีต


เมื่อต้องอยู่ในสมรภูมิจนชินชา เหล่าทหารจึงได้ค้นพบว่าความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่หายากกว่ากระสุนหรือที่กำบัง ท่ามกลางกองเลือดและเสียงกู่ร้องของความบ้าคลั่งที่ทำให้ผู้คนเสียขวัญอย่างง่ายได้


และทั้งคู่ก็พร้อมใจดื่มด่ำช่วงเวลานี้ เช่นเดียวกับเมื่อก่อน


แม้อาจจะดูผิดแผกไปจากวิถีของผู้คนทั่วไปที่ควรคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสาคนที่ร้างลากันมานาน แต่นี่คือวิถีของพวกเขา


แม้จะยังคงกำกวมและรู้สึกเคลือบแคลง แต่ไม่มีเหตุผลที่ต่างฝ่ายจะซักไซ้ซึ่งกันและกัน ในเรื่องที่เป็นเพียงอดีต


ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง


สำหรับสหายที่มีความผูกพันกันมากว่าห้าสิบปี ท่าทางและภาษากายกลายเป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้มากกว่าคำพูด ทั้งสองเพียงปล่อยให้ความเงียบค่อยๆเชื่อมสมานความสัมพันธ์ที่ร้างรามานานกว่าสามสิบปีทีละน้อย


ดวงตาสีเข้มของเมสันจ้องมองอีกฝ่ายที่หลับตาสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอนั้นคล้ายกำลังเข้าภวังค์ ชายชราค่อยขยับร่างเข้าไปใกล้ทีละน้อย


“วู้ดส์ หลับเรอะ”


“เมสัน แกอีกแล้วนะ” ผู้ถูกเรียกค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วมองเมสันที่เอ่ยขึ้นทำลายความสงบที่เขากำลังเข้าถึง

อเล็กซ์เหยียดยิ้มบางเมื่อรู้สึกคล้ายเห็นภาพที่ทับซ้อนในอดีต



ครั้งที่ชายทั้งสองจำต้องหลบเข้าไปในกำบังเพื่อรอให้เหตุการณ์สงบลง สัญญาณเตือนภัยดังก้อง ร่างกายอ่อนล้าของทั้งคู่ถูกบังคับให้เบียดชิดในที่แคบเพื่อหาที่ซุกซ่อนตัวจากศัตรู

กว่าที่ฝ่ายตรงข้ามจะออกห่างจากพวกเขาไปกินเวลานานโข เมสันได้แต่ภาวนาให้พวกนั้นออกไปเสียที


และในที่สุดก็เป็นผล หากแต่ทหารที่อยู่ข้างกายกลับนิ่งผิดปกติ ใบหน้ากดเข้ากับหลังมือที่ประคองปืนไรเฟิลที่เริ่มโงนเงนไปมาตามแรงหายใจ


อเล็กซ์ใจหายวูบเพราะนึกว่าอีกฝ่ายเสียเลือดจนใกล้หมดสติ แต่เมื่อดูดีๆแล้วก็ไม่พบบาดแผลใด


"......วู้ดส์ หลับเรอะ”
เจ้าตัวสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก


“จะหลับหาพระแสงได้ยังไงถ้าแกยังกวนฉันอยู่แบบนี้ ห๊ะ!!
ไอ้เมสัน!!
 

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต้องหลบกระสุนปืนกันจ้าละหวั่น เนื่องจากเสียงที่ดังเกินขีดจำกัดของวู้ดส์ไปทะลุเครื่องดักฟังเข้าเต็มๆ




“ยังขี้เซาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”

“ไม่ใช่หนุ่มๆแล้วจะมากระปรี้กระเปร่าเป็นเมายาบ้าซะเมื่อไหร่ ว่าแต่ถ้าแกเสร็จธุระก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะนอน”


“เออ ฉันอยู่กวนไม่นานหรอก” อเล็กซ์ยืนหยัดร่างของตนขึ้นช้าๆ ก่อนครางงืมงำในลำคอเมื่อได้ยินเสียงลั่นกร๊อบแกร๊บจากต้นขาที่ค้างอยู่ท่าเดิมนานเกินไป เขาออกก้าวอย่างเชื่องช้าไล่อาการปวดเหน็บที่ลามขึ้นมาบนน่อง


“ออกไปแล้วก็ปิดประตูด้วย” วู้ดส์เพียงหรี่ตามองด้วยสายตาเวทนา ก่อนเข็นรถพาร่างของตัวเองไปนั่งอยู่ข้างริมหน้าต่างอีกครั้ง


“....แฟรงค์”


“อะไร?” แม้รู้สึกแปลกไปบ้างเมื่อถูกเรียกด้วยชื่อจริง แต่ชายชราก็ยังคงรักษาน้ำเสียงฉุนเฉียวตลอดเวลาได้อย่างดีเยี่ยม


“ยกโทษให้ได้รึเปล่า?”


“เรื่องที่แกปลุกฉันน่ะเรอะ”


“เรื่องสามสิบปีที่ผ่านมา”


วู้ดส์จ้องอีกฝ่ายที่ยังคงยืนนิ่งรอคอยคำตอบ ชายเฒ่าขยับปากคล้ายจะพูดอะไรแต่กลับไร้ซึ่งเสียง เขาเบือนสายตาหลบไปทางผนังห้องแทน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครือขุ่น


“.........แกบอกเองไม่ใช่เรอะ เรื่องมันผ่านมาแล้ว ฉันไม่ได้โกรธ แล้วก็ไม่ได้โทษแก เมสัน”


“งั้นเหรอ ขอบใจ” อเล็กซ์เผยสีหน้าคล้ายกับได้คำตอบที่ตนพอใจ ชายแก่หันหลังย่างเท้าตรงไปที่ประตูอีกครั้ง โดยที่เจ้าของห้องไม่แม้แต่หันมองส่ง


“....เดี๋ยว”


ปลายนิ้วของเขาที่กำลังแตะเกี่ยวลูกบิดประตูชะงักลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลัง ร่างกายของเมสันหยุดนิ่งลงรอคอยสิ่งที่จะตามมา


“....มาอยู่ต่อบุหรี่กับฉันอีกมวนสองมวน แล้วค่อยไป”


อเล็กซ์หลุดเสียงหัวเราะในลำคอออกมาเล็กน้อย “จะนอนแล้วไม่ใช่เรอะ”


“บอกให้ทำก็ทำซะ ไอ้นี่ ดื้อมันทั้งพ่อทั้งลูก”


----------------------------------------------------
 
 

Comment

Comment:

Tweet

Categories