[RE6 Fanfic] Newbie (2)

posted on 02 Jan 2013 21:42 by darkmegido in Fanfic directory Fiction
 
 
Title : Newbie
 
Pairing : Chris/Piers (Nivanfield)
 
Rate : PG
 
 
 
-------------------------------------------------------------- 


 
 
ในที่สุดรายงานภารกิจก็เสร็จ

หลังจากความพยายามสองสามวันในการจัดการเอกสารและแฟ้มกองโตบนโต๊ะทำงานของตัวเอง เพียรส์สามารถเคลียร์งานกระดาษต่างๆจนหมดทุกฉบับ ชายหนุ่มผ่อนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อทุกอย่างถูกส่งถึงกองบัญชาการเป็นที่เรียบร้อย ท้องร้องจ๊อกๆเร่งให้เขาก้าวออกไปเผชิญกับแดดแรงที่สาดปะทะทันทีที่ก้าวออกจากศูนย์ประสานงาน


เขาหรี่ตามองนาฬิกา ตอนนี้เวลาประมาณเกือบเที่ยง ยังมีเวลาพักผ่อนอีกทั้งวัน


“วันนี้ไม่ได้เข้าภาคสนามเหรอ นีวานส์”


แรงแตะบนไหล่เรียกให้เขาเหลียวกลับไปมอง บังเอิญทีเดียวที่ได้พบชายผู้เป็นหัวหน้าของตนเองยืนยักคิ้วส่งกลับมา เขาถือเอกสารกองใหญ่ในมือ ท่าทางเหมือนกำลังจะเข้าไปในศูนย์เช่นกัน


“เพิ่งส่งรายงานภารกิจเสร็จน่ะครับหัวหน้า ให้ผมช่วยไหม?” แม้จะไม่ใช่วันที่ออกปฏิบัติภารกิจ เพียรส์ก็ยังคงสงวนทีท่าขึงขังของตนเองไว้เช่นเดิม เด็กหนุ่มมองแฟ้มในมือของหัวหน้าเป็นเชิงบุ้ยใบ้


“ขยันเหมือนเดิมเลยนี่... ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันต้องไปคุยกับคนข้างในนิดหน่อย อย่าหักโหมล่ะ” คริสโบกมือไหวๆอย่างเกียจคร้านก่อนยิ้มมุมปากทิ้งท้าย ปล่อยเพียรส์ไว้เพียงลำพังหลังจากเจ้าตัวเดินเข้าไปในศูนย์บัญชาการแล้ว ทหารหนุ่มตะเบ๊ะตอบเล็กน้อยขณะที่พยายามทำสีหน้าสงบ


ทั้งๆที่เมื่อกี้เขาเองก็เกือบหลุดยิ้มออกมาอยู่รอมร่ออย่างไม่มีสาเหตุ


ทหารแทบทุกคนยินดีจะออกงานภาคสนามมากกว่านั่งหมกตัวอยู่บนโต๊ะทำงานเป็นหลายเท่า แต่สิ่งที่เพียรส์ชื่นชอบมากที่สุดในวันที่ไม่ต้องออกภารกิจเช่นนี้อาจเป็นเพราะเขาสามารถเห็นหัวหน้าในอิริยาบถอื่นๆบ้าง




คิดอะไรบ้าๆ

เพียรส์สลัดไล่สิ่งที่อยู่ในหัวของตนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระลึกได้ว่าท้องตนเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงมาได้ซักระยะหนึ่งเนื่องจากงานเอกสารเหล่านั้นดูดพลังเขาไปตั้งแต่เช้า พลปืนหนุ่มตรงไปยังโรงอาหารอย่างรวดเร็วด้วยความหิวและยังถือว่าโชคดีที่ยังเหลือโต๊ะว่างอยู่ประมาณสองสามตัว เขาสั่งอาหารหน้าตาเรียบๆมาก่อนจะหาที่นั่งเพื่อลงมือกิน ขณะที่โต๊ะข้างๆเป็นทหารกลุ่มประจำที่มักมานั่งจับเข่าคุยเสียงเอะอะดัง หัวข้อส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องจิปาถะ การฝึกซ้อม ไม่ก็เรื่องผู้หญิง


แต่หัวข้อในวันนี้ทำให้เพียรส์แทบสำลักอาหารที่เพิ่งเข้าปากคำแรกไป


“ได้ข่าวเรื่องคริส เรดฟิลด์รึเปล่า” ทหารนายหนึ่งบนโต๊ะนั้นหรี่เสียงลงเป็นกระซิบเรียกร้องความสนใจเพื่อนร่วมโต๊ะ แต่ชื่ออันคุ้นเคยทำให้ประสาทหูของเพียรส์เร่งทำงานขึ้นมาได้เป็นอย่างดี

“เห็นว่าเขาจะเกษียณตัวเองแล้วน่ะสิ


“ห๊ะ! ไม่จริงน่า”

“ฉันได้ข่าวมาจากคนวงใน เห็นว่าที่เขาเริ่มดึงคนเข้ามาในBSAAก็เพื่อจะหาคนมาแทนที่ตัวเองนี่แหละ”


“เฮ้ ไม่เอาน่า ฉันว่ามันก็แค่ข่าวลือ ระดับเขาอย่างเขาHQไม่ปล่อยให้เกษียณไปง่ายๆหรอก”


“ใครจะรู้ ได้ยินว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เขามีสิทธิตัดสินเรื่องนี้ด้วยตัวเองนี่”


เนื้อความหลังจากนั้นไม่เข้าหูชายหนุ่มอีกต่อไป ดวงตาสีน้ำตาลทองจ้องอาหารเบื้องหน้าตนเองแต่ความรู้สึกอยากอาหารกลับหดลงเรื่อยๆ เพียรส์พยายามกลืนก้อนจุกในลำคออย่างลำบากเมื่อขบคิดถึงข่าวลือนั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยิน แต่เพียรส์คิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระและเลือกจะปล่อยผ่านหูไป อย่างไร่ก็ตามแม้จะเป็นแค่ข่าวโคมลอยที่ใครอาจกุขึ้นก็ได้ แต่นับวันกลับยิ่งได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นที่เคยมีก็เริ่มบั่นทอนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข่าวลือกระจายลงมาถึงทหารระดับล่าง


ชายหนุ่มได้แต่เขี่ยอาหารในจานไปมาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะวางส้อมลงในที่สุด เขาหยัดร่างลุกขึ้นพร้อมเดินตรงออกไปจากโรงอาหารทันที




กว่าครึ่งชั่วโมงที่เพียรส์ตามหาผู้เป็นหัวหน้าจนทั่วค่ายก็ยังไม่พบแม้แต่เงา สไนเปอร์หนุ่มปาดเหงื่อข้างขมับที่เร่งผุดออกรับแดดแรงยามบ่ายแก่อย่างช้าๆ เขาผ่อนหายใจออกมาอย่างปลงตก


“ไงฮอว์คอาย ไปทำอะไรมาเหงื่อโซมซะขนาดนั้น ซ้อมปืนเรอะ?” เพียรส์หันไปตามเสียงเรียกด้านหลังตนจึงได้พบมาร์โค หนึ่งในอัลฟ่าทีมที่เดินมาพร้อมกลุ่มเพื่อนโบกมือทักทาย

“เปล่า...ฉันตามหาหัวหน้าอยู่”


“หัวหน้า? อยู่บนดาดฟ้าศูนย์วิจัยน่ะ”


“....ดาดฟ้า?”


“ช่าย ตอนที่ฉันอยู่บนนั้นเขาก็เดินเข้ามาพอดี เห็นพูดว่าอยากจะใช้ความคิดอะไรซักอย่าง พวกเราเลยลงมาก่อน” มาร์โคเพียงยักไหล่ “มีเรื่องอะไรรึเปล่า?”


“เปล่า....ขอบใจมาก” เพียรส์ผงกหัวรับคำของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนรีบตรงไปยังตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที


เท่าที่ชายหนุ่มจำได้ เวลาหัวหน้าอัลฟ่าทีมต้องการความเป็นส่วนตัว หรือเจองานหนักๆ เขามักจะขอตัวออกจากห้องทำงานและหมกตัวเองอยู่บนดาดฟ้า เพียรส์ที่อยู่ตึกฟากตรงข้ามจึงได้เห็นหัวหน้าของตนบนยอดตึกนั้นบางครั้งบางคราวขณะที่เขากำลังทำสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกำลังใช้ความคิด ไม่ก็สูบบุหรี่ร่วมไปด้วย




และใช่...เขาสูบบุหรี่อยู่ด้วยจริงๆ


“.....นีวานส์?” คริสเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นบุคคลที่ผลักประตูดาดฟ้าเข้ามา มวนกระดาษในปากขยับขึ้นลงตามคำพูดก่อนที่เจ้าตัวจะดึงมันออกมาคีบไว้ระหว่างปลายนิ้ว เถ้าปลายมวนค่อยๆสลายปลิวไปตามลม


“หัวหน้า” เสียงของเด็กหนุ่มกระหืดกระหอบขึ้นจมูกจากการวิ่งความเร็วสูงขึ้นตึกโดยไม่ใช้ลิฟต์ เหงื่อที่ชโลมกายอยู่ก่อนหน้ายิ่งแตกพลั่กจนเปียกมาถึงเสื้อตัวนอก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายตั้งท่าตะเบ๊ะวันทยาหัตถ์ตามมารยาทของทหารที่ดีและเดินเซอย่างเมื่อยล้ามาหาอีกฝ่ายที่ยืนพิงกำแพงอยู่


“ผม...ผมมีเรื่อง....จะถามคุณ....”


“มีเรื่องอะไรด่วนถึงขนาดต้องวิ่งขึ้นมาเลยเรอะ” ผู้เป็นหัวหน้าตีหน้าเครียดทันทีเมื่อเห็นทีท่าร้อนรนผิดปกติของลูกทีม


“เปล่าครับ....คือ....” เมื่อมือปืนหนุ่มสามารถปรับลมหายใจของตนให้เข้าที่ได้แล้ว สายตาที่จดจ้องมาของชายฉกรรจ์ทำให้เจ้าตัวเริ่มอ้อมแอ้มอย่างลังเล


“คือ...?”


“ผม....ได้ข่าวเรื่องการเกษียณของคุณ” เมื่อได้ยินคำของคนเยาว์กว่า คิ้วที่ขมวดเป็นปมยุ่งของคริสก็คลายลงทันที


“ผม....อยากทราบว่าความจริงเป็นยังไง”


เพียรส์เลี่ยงการใช้คำถามที่อีกฝ่ายจะตอบว่า ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ เขาต้องการฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเจ้าตัวมากกว่าที่จะมานั่งเดาเอาเอง


“อ่อ...เรื่องนั้น....” เนิ่นนานกว่าที่คริสจะเปล่งคำพูดสั้นๆออกมา เพียรส์รู้สึกประหม่าทันทีที่หัวหน้าของเขาไม่ได้ตอบฉะฉานอย่างเคย อีกฝ่ายเพียงเงียบลง ทอดสายตาลงบนพื้นกระเบื้องที่มีเถ้าบุหรี่กองอยู่เป็นหย่อมๆ ก่อนที่จะส่งสัญญาณมือเป็นนัย




“นั่งลงก่อนสิ”


ทั้งคู่นั่งลง ปล่อยให้ความเงียบเข้ากลืนกินบรรยากาศโดยรอบ สไนเปอร์หนุ่มมองหัวหน้าตนไม่วางตาขณะที่อีกฝ่ายนิ่งเงียบราวกับเหม่อลอย เพียรส์เฝ้าจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวบนใบหน้านั้น ดวงตาหลุบลงต่ำเหมือนกำลังครุ่นคิด สันจมูกโด่งไล่ลงมาถึงริมฝีปากที่งับก้นกรองสีน้ำตาลเข้มไว้นั้นเม้มและคลายออกเป็นระยะ กลุ่มควันขาวจางถูกผ่อนระบายออกช้าๆตามลมหายใจของชายหนุ่มร่างใหญ่ ฝ่ามือที่วางอยู่บนหน้าตักยกขึ้นเกาหลังคอเบาๆบ่งบอกความกระอักกระอ่วน


ในบรรดาลูกทีมในอัลฟ่า เพียรส์เป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลมที่สุด


ด้วยฉายา ‘ชายผู้ไม่เคยพลาดเป้าหมาย’ นอกจากศัตรูแล้ว การเคลื่อนไหวหรือแม้แต่อากัปกิริยาของคนอื่นๆย่อมอยู่ในสายตาของเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นหัวหน้าที่เขาจะต้องคอยระวังหลังตลอดเวลาในทุกภารกิจ


แต่ดูเหมือนว่าลูกน้องผู้นี้ใส่ใจทุกรายละเอียดของหัวหน้าจนออกจะเกินคำสั่งไปหน่อย เขาดื่มด่ำกับการมองผู้เป็นหัวหน้ามากเกินไป


ทุกข้อมูล ทุกการจดจำที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาหยุดชะงักลงเมื่อสายตาเพียรส์สบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชายผู้นั่งอยู่ตรงข้าม เพียงเสี้ยววินาทีที่เด็กหนุ่มเบือนหน้าออกไปก่อน แม้จะอยากมองให้เนิ่นนานอีกซักนิดแต่กลับรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมา กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าตนเองลอบมองอยู่


“เรื่องที่ถามมีอะไรงั้นเหรอ........ฉันหมายถึงไปได้ยินมาจากไหน” เสียงที่เปล่งออกมาเบาๆดึงความสนใจของเพียรส์กลับไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มกระแอมออกมาให้คอตนโล่งขึ้นก่อนตอบกลับ


“.....มีข่าวลือว่าคุณจะปลดเกษียณออกจากกองทัพในกลุ่มพลทหาร ซึ่งผมยังไม่รู้มูลความจริง ถึงขึ้นมาเพื่อถามคุณด้วยตัวเองน่ะครับ”


“เพื่อจะได้บอกพวกนั้นไปว่า มันเป็นแค่ข่าวลือ ไม่ใช่ความจริง” เพียรส์เงยประจันหน้ากับอีกคนด้วยสายตาเชื่อมั่น


คริสมองกลับไปยังแววตาที่ส่องประกายแรงกล้าออกมาอย่างรับรู้ ชายหนุ่มเพียงส่งเสียงในลำคออย่างนึกขัน “ไม่ยักรู้มาก่อนว่ามีข่าวลือเรื่องนี้ด้วย”


“พวกนั้นอาจจะคิดว่าคุณเหน็ดเหนื่อยกับงานภารกิจ ประกอบกับการที่คุณเพิ่งบรรจุคนเข้ามาในBSAAได้ไม่นาน บางคนเลยคิดว่าคุณคัดสรรบุคลากรเพื่อเข้ามาทดแทนบุคคลที่จะเกษียณ....ซึ่งอาจจะรวมถึงคุณ” เพียรส์พยายามนึกถึงข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงแฝงความไม่มั่นคงในท้ายประโยค


“คิดว่าพวกHQ จะยอมปล่อยให้ฉันเกษียณไปง่ายๆงั้นเรอะ ไม่มีทางหรอก” เมื่อนึกถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจอมโหดในศูนย์คริสก็หัวเราะออกมาทันที เขาดึงบุหรี่ที่คาบไว้มาเคาะเถ้าออก “นี่เป็นปีที่เท่าไหร่นะ...ห้าหรือหก...”


“ถ้านับจากปีที่ก่อตั้งก็ร่วมหกปีครับ”


“จำแม่นกว่าฉันอีก” ชายหนุ่มยิ้มบาง เขาสูดควันเข้าในลำคออึกใหญ่ก่อนจะผ่อนออกมาเป็นสายยาว “ไม่น่าเชื่อว่าฉันต่อสู้กับอาวุธชีวภาพมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว...”


“หืม....?” เพียรส์เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อนึกว่าตนเองหูฝาด เขาเงียบลงเพื่อรอให้หัวหน้าพูดต่อ


“รู้จักเหตุการณ์ที่คฤหาสต์สเปนเซอร์ใช่ไหม ฉันอยู่ในเหตุการณ์นั้น”


“คฤหาสต์สเปนเซอร์!?!”


“หน่วยS.T.A.R.S….เด็กรุ่นนี้อาจจะไม่รู้จักแล้ว” เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพอดีตยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองแก่ลงไปอีกมากโข แต่เพียรส์กลับส่งเสียงแทรกขึ้นมาทันควัน


“เล่าอีกสิครับหัวหน้า ผมอยากฟังมากกว่านี้” เมื่อปฏิเสธสายตากระตือรือร้นของลูกทีมมือดีไม่ได้ คริสออกสีหน้าเหรอหราเล็กน้อยก่อนกระแอมออกมาเบาๆแก้ขัด


“ไหนๆก็ยังมีเวลาอยู่.....เอางั้นก็ได้”


--------------------------


“....ว้าว”


เป็นเพียงคำพูดเดียวที่ออกมาจากปากเพียรส์หลังจากได้ฟังเรื่องของชายหนุ่มในตำนานซึ่งกินเวลาไปร่วมชั่วโมงกว่าๆ คริสรีบยกมือโบกปัดทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าทึ่ง


“ไม่
ถึงขนาดนั้นหรอก เรื่องมันไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนั้

“แต่นี่มันสุดยอดเลยไม่ใช่เหรอครับ  ผมไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าทำแบบนั้นมาก่อน คุณเผชิญหน้ากับB.O.W.ก่อนที่พวกมันจะถูกตั้งชื่อด้วยซ้ำ....” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มที่ไม่ปกปิดความชื่นชมเริ่มทำให้คนเป็นหัวหน้ารู้สึกเก้อเขินขึ้นมาบ้าง เขาโคลงหัวไปมาเบี่ยงบ่ายการมองหน้าอีกฝ่าย

“ไม่รู้สิ.....”


“ไหนจะที่คุณไปช่วยน้องสาวด้วยตัวคนเดียวที่เกาะนั่นอีก บ้าดีเดือดชะมัด” คริสเลิกคิ้วมองมายังเพียรส์อย่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายชื่นชมหรือกำลังหลอกด่าตัวเองอยู่กันแน่


แต่ดูจากท่าทางตื่นเต้นจนเกินขนาด รวมถึงน้ำเสียงออกลุกลี้ลุกลนนั้นพอจับทางได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอัศจรรย์ใจกับเรื่องที่ได้ยินมากทีเดียว


“ว่าแต่นายเถอะนีวานส์ ทำไมถึงเข้ามารับราชการหืม?” หนุ่มใหญ่รีบเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาทันทีก่อนที่ตนเองโดนรุกไล่ไปมากกว่านี้ ซึ่งได้ผลชะงัด เพียรส์หันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าสงสัย


“ถ้าคุณหมายถึงก่อนหน้านี้.... ครอบครัวผมส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในกองทัพกันหมด คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่ผมจะเดินรอยตาม....” มือปืนหนุ่มโคลงหัวนิดๆ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยถนัดในการเล่าเรื่องของตนนัก แต่คริสเองก็ยังคงถามต่อไป


“อย่างนั้นฉันขอถามเหตุผลที่เข้างทำงานในBSAAได้ไหม” เด็กหนุ่มกระพริบตาเมื่อรับฟังคำถามที่ราวกับกำลังทดสอบจิตใจ แต่เจ้าตัวแย้มยิ้มออกมาอย่างไม่ยากเย็น


“คุณไม่น่าถามเลยหัวหน้า ผมเองก็คงไม่ต่างจากทหารคนอื่นๆ.....และผมมีไอดอลที่เคารพอยู่ในกองทัพน่ะครับ”


คริสยักคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคหลัง


“.....คงจะไม่ใช่กัปตันแบร์ฟิลด์หรอกใช่ไหม?” ชายหนุ่มพยายามส่งมุกหยอกล้ออีกฝ่าย


“.....บังเอิญทีเดียวที่เขามีคำว่า ‘ฟิลด์’ อยู่ในชื่อเหมือนกัน”


นับว่าเป็นคำตอบที่โต้กลับได้อย่างดีเยี่ยม เพียรส์เผลอยิ้มกริ่มเมื่อเสียงหัวเราะของคริสหยุดชะงักตอนได้ยินคำตอบนั้น น่าแปลกทีเดียวที่เด็กหนุ่มรู้สึกเพลิดเพลินใจกับการลอบมองทีท่าตกประหม่าของชายผู้เป็นหัวหน้าตนที่ไม่รู้จะวางมือของตนไว้ ณ จุดไหน เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งทีเดียวกว่าที่อีกฝ่ายจะนึกคำพูดขึ้นมาต่อบทสนทนาได้


“เอาเถอะ....ไว้ฉันจะบอกเขาให้แล้วกัน” เสียงถอนหายใจปลดปลงทำให้เพียรส์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่จะเงียบลง ฝ่ายที่กำลังอัดควันเข้าปอดตนเหลือบสายตามองตามอาการนิ่งงันของทหารหนุ่ม


“มีอะไรงั้นเหรอ”


“คุณเคยคิดไหม....ถ้าซักวันทุกอย่างจบลง” เพียรส์เปรยออกมาระหว่างมองลงไปด้านล่าง สายตาคมดังนกเหยี่ยวหยุดลง ณ ลานซ้อมที่ขณะนี้มีทหารใช้งานอยู่ประปราย “หมายถึง....ไม่มีอาวุธชีวภาพ ไม่มีผู้ก่อการร้าย โลกสงบสุข หรืออะไรพรรค์นั้นน่ะ คุณจะทำยังไงต่อ?”


“.....ฉันไม่เคยคิดไปถึงขั้นนั้นแฮะ” อีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆอย่างจนใจ


“ผมก็เหมือนกัน.......ดูเหมือนว่าผมเองก็ใช้ชีวิตด้วยจุดประสงค์นี้จนลืมกิจวัตรแบบคนปกติธรรมดาไปแล้ว” คริสพยักหน้ารับคำอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ลูกทีมเขากำลังพูดอยู่เป็นความจริง


“อืม.....ฉันต่อสู้กับพวกมันมานาน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่” ชายหนุ่มลูบเคราตนอย่างครุ่นคิด “บางทีอาจจะเป็นชั่วชีวิตก็ได้ คงมีแต่พระเจ้าที่รู้”


“แต่เพื่อโลกที่ทุกคนอยู่ได้โดยปราศจากความกลัว....มันก็คงคุ้มค่าล่ะมั้งครับ กับการต่อสู้ทั้งหมดนี้”




“.........”


คริสนิ่งลงทันทีเมื่อได้ยินพันธะกิจของตนถูกเปล่งออกมาจากปากผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไม่คาดคิด แต่ก่อนที่จะเอ่ยตอบอะไร เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของทหารหนุ่มก็ดึงขึ้นขัดจังหวะจนเจ้าตัวสะดุ้ง เพียรส์สาวเท้าเดินเพื่อเว้นระยะห่างจากหัวหน้าตนก่อนที่จะรีบล้วงมันขึ้นมารับ  คริสได้แต่มองตามอีกฝ่ายที่ผงกหัวติดต่อกับเสียงในมือถือนั้นโดยไม่ขัดอะไร


“หัวหน้า ผมขอตัวก่อนนะครับ ดูเหมือนว่าด้านล่างจะมีปัญหานิดหน่อยแต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมจัดการเอง” เพียรส์เหลียวตัวยกมือขึ้นทำความเคารพหัวหน้าตนก่อนดันประตูดาดฟ้าลงไป


คริสยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดของอีกฝ่ายต่อไป รอยยิ้มบางๆผุดพรายขึ้นมาโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัว เขาขยี้มวนบุหรี่สั้นกุด
ให้ดับลง มือหนาเลื่อนลงหวังจะหยิบตัวใหม่ขึ้นมาแต่ชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านบน


“รูกี้ซินโดรม.....ลูกทีมคนใหม่เหรอคริส”


“จิล! ออกมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”


บนหลังคานั้นคริสพบหญิงสาวปรากฎกายออกมาจากเงามืดระหว่างซอกตึก บนสีหน้าของเธอประทับด้วยรอยยิ้มบาง หล่อนกระโดดลงมายืนเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะหล่อนดูแข็งแรงกว่าครั้งล่าสุดที่เจอกันมาก


“ดูเหมือนพวกหัวหอกในศูนย์จะยอมใจอ่อนให้ฉันออกมาเดินเล่นได้บ้าง...แต่ก็ยังออกไปไหนไม่ได้อยู่ดี” จิลยักไหล่นิดๆก่อนหันกลับมามองคู่หูเก่าแก่ของตน “ว่าแต่...เจ้าหนุ่มคนนั้น?”


“ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไง เพียรส์ นีวานส์”


“อ้อ, สไนเปอร์มือหนึ่งของนายน่ะเหรอ” คำพูดของหญิงสาวทำให้คริสทำหน้าเหยเกทันที “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ก็นายพูดเองนะ”


“ไอ้ ‘ของฉัน’ นี่รู้สึกว่าจะยังไม่ได้พูด......”


“เขาเหมือนนายมากเลยนะ” พูดเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้สนใจที่คริสพูดนัก เธอเดินก้าวไปยังรั้วด้านเพื่อสูดหายใจรับอากาศสดชื่น “ใจร้อน มุทะลุ  ท่าทางจะบ้าระห่ำแล้วก็หัวแข็งมากด้วย เหมือนนายเมื่อก่อนไม่มีผิด.....อ้อ แต่ว่าจริงๆตอนนี้นายก็เป็นอยู่?”


“จิล.....”


“ฉันล้อเล่นน่าคริส อย่าจริงจังสิ” จิลหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นสีหน้าเหน็ดหน่ายของอีกฝ่าย “น่าจะเป็นลูกทีมที่ดี?”


“ก็คงประมาณนั้น....ของแบบนี้ต้องดูกันยาวๆไม่ใช่เหรอ อย่างที่เธอบอกน่ะ”


“แต่ไอ้ประโยคที่ฉันได้ยินเมื่อกี้ มันออกจะคุ้นๆหูอยู่นะ...อย่างกับว่าใครซักคนเคยพูดไว้น่ะ”


เมื่อถูกสาวเจ้าถองศอกเข้าที่หน้าท้องเบาๆ คริสก็หลุดหัวเราะออกมา แม้เสียงหัวเราะจะหยุดลงแล้วจิลก็ยังคงสังเกตเห็นรอยยิ้มจางที่แต้มมุมปากอีกฝ่ายอยู่ รอยยิ้มเช่นเดียวกับก่อนที่หญิงสาวจะปรากฎตัวขึ้นมา


“ยังนึกถึงพ่อทหารคนนั้นอยู่ใช่ไหม?”


“.......อย่าใช้คำพูดที่ชวนเข้าใจผิดสิ”


หล่อนหัวเราะคิกอีกครั้ง “เหมือนกันขนาดนี้ฉันว่าคงไม่วายเจริญรอยตามกันแน่.....เด็กนั่นตามติดนายอย่างกับเงา”


คริสเพียงยักคิ้วให้ เขามองออกไปยังฟ้าโปร่งก่อนเอ่ยคำตอบที่อยู่ในใจตั้งแต่ตอนต้น


“ไม่หรอก.....ไม่ใช่เงา เขาเปล่งแสงสว่างออกมาซะขนาดนั้น”


“ฉันคิดว่าฉันมองคนไม่ผิดแน่จิล หมอนั่นต้องเป็นความหวังอันรุ่งโรจน์ของBSAAแน่นอน”





--------------------------------------------------------------

 
มาต่อแล้วค่ะ TAT

ตอนนี้ออกจะยาวไปซักหน่อย ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ /กราบ
จริงๆอยากแต่งให้อีเว้นท์คริสต์มาสใ้ห้ทันวันจริงอยู่เหมือนกัน แต่ว่าที่คิดๆไว้ยังไม่ลงตัวซักเท่าไหร่ แถมเนื้อเรื่องก็ยังไม่คืบหน้าด้วย

ดูเหมือนว่าในฟิคจะมีศัพท์เฉพาะอีกแล้ว บางคนอาจจะไม่รู้ัจักคำว่ารูกี้ซินโดรม
 
Rookie Syndrome ถ้าพูดร่วมๆก็คงเหมือนอาการที่พวกมือใหม่เป็นนั่นแหละค่ะ (จขบ.เห็นศัพท์นี้ในวงการกีฬาซะส่วนมาก) ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กใหม่ที่กระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ ประหม่าเวลาเจอคนที่อาวุโสกว่าตัวเองหรือได้ลงสนามจริง มีพลังเหลือเฟือ สั่งอะไรมาทำได้หมดไม่หือไม่อือ

ซึ่งเราว่าอย่างเพียรส์ก็คงหนีไม่พ้นหรอกค่ะ 55555

ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านนะคะ (_ _)



 

Comment

Comment:

Tweet

โฮกกก อ่านไปแทบจิกหมอนตะกุยโซฟาไปด้วยเลย
ให้อารมณ์เพียรส์xคริสมาก(หัวเราะ)
พี่คริสทำตัวไม่ถูกเลยเมื่อเจอน้องเพียรส์บูชาตัวเองสุดชีวิต โดยเฉพาะมุก มีคำว่าฟิลด์เหมือนกัน นี่เล่นเอาคริสไปไม่เป็นเลยทีเดียว 
ชอบที่เพียรส์มองคริส สายตามันมากกว่าคำว่าชื่นชมชัดๆ
ขอบคุณมากคะสำหรับฟิคหวานๆ
เรทแค่นี้แต่ทำเอาเขินได้อ่า

#1 By exist (103.7.57.18|223.204.236.93) on 2013-04-28 23:21

Categories